เคล็ด(ไม่ลับ) วิธีรักษาสิวเสี้ยนและสิวหัวช้างอย่างไรให้ถูกต้อง

สิวเสี้ยน เป็นปัญหาผิวหนังที่อาจส่งผลให้ผิวไม่เรียบเนียน และก่อให้เกิดความรำคาญ แต่หากรู้จักวิธีรักษาและการป้องกันที่ถูกต้อง จะช่วยลดปัญหาสิวเสี้ยนหรือสิวชนิดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิวเสี้ยน คือความผิดปกติของรูขุมขนที่ทำให้เกิดสิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ แต่ต่างกันตรงที่สิวเสี้ยนนั้นมีขนอ่อน ๆ กระจุกอยู่ภายในสิวรวมกับไขมันหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว มักจะเกิดขึ้นที่จมูกเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ยังอาจพบได้ที่บริเวณหนังศีรษะ หน้าอก หลัง หรือที่อื่น ๆ สิวเสี้ยนเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ชาย และผู้หญิง มักจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

สิวเสี้ยนเกิดจากอะไร ?

สิวเสี้ยนเกิดขึ้นจากความผิดปกติของต่อมรูขนส่งผลให้รูขุมขนมีขนอ่อน ๆ ขึ้นมากผิดปกติ ไม่สามารถหลุดร่วงไปตามกาลเวลาได้ และเมื่อรวมตัวกับไขมันที่ถูกผลิตออกมาและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจึงทำให้เกิดเป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ โดยสิวชนิดนี้อาจก่อให้เกิดการอักเสบหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิวเสี้ยน ได้แก่

การทำงานที่มากผิดปกติของฮอร์โมนเพศชายภายในผิวหนัง
ปริมาณกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ที่อยู่ในซีบัมซึ่งอยู่บนผิวหนังชั้นนอกลดลง ทำให้ผิวหนังได้รับการปกป้องลดลง
ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารไซโทไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Proinflammatory Cytokines)
เชื้อแบคทีเรียพีแอคเน่ (Propionibacterium Acne: P. Acnes) ก่อให้เกิดสิวสร้างกรดไขมันอิสระมากเกินไป
ภาวะที่ร่างกายมีน้ำเกินก่อนมีประจำเดือน ทำให้ง่ายต่อการอับชื้น
สัมผัสกับสารเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์แต่งผม สารเคมีไอพีเอ็ม (Isopropyl Myristate: IPM) สารโพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol) และผลิตภัณฑ์ย้อมสีบางชนิดที่กระตุ้นการก่อให้เกิดสิว
ภาวะรูขุมขนถูกทำลายเนื่องจากผิวหนังเกิดการบาดเจ็บ เช่น การบีบสิว การล้างหน้าที่ไม่อ่อนโยน การใช้สารเคมี หรือการทำเลเซอร์ผิวหนัง
สูบบุหรี่
การรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิว เช่น อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เป็นต้น
ความเชื่อเกี่ยวกับสิวเหล่านี้ จริงหรือไม่ ?

ยังมีหลายคนที่เชื่อว่าสิวเสี้ยนนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากการไม่รักษาความสะอาด แต่ความเชื่อเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

รับประทานช็อกโกแลตทำให้เกิดสิว อาหารถือเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ของปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าการรับประทานช็อกโกแลตทำให้เกิดสิวพบเพียงว่า การรับประทานอาหารที่ทำจากนมหรือมีคาร์โบไฮเดรตอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ ซึ่งยังต้องศึกษาหาผลที่แน่ชัดต่อไป
ล้างหน้าบ่อย ๆ จะช่วยลดสิวได้ การล้างหน้าบ่อย ๆ จะส่งผลให้ผิวหนังระคายเคืองง่าย และการขัดหรือทำความสะอาดหน้ามากเกินความจำเป็นจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดสิว ดังนั้นจึงควรล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ และหลังจากล้างหน้าเสร็จควรเช็ดด้วยผ้าสะอาดเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย
การบีบสิวช่วยป้องกันสิวได้ การบีบสิวจะยิ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในสิวแพร่กระจายไปทั่วผิวหนังและก่อให้เกิดสิวได้มากขึ้น อีกทั้งอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังได้
ยิ่งแต่งหน้า ยิ่งทำให้เกิดสิว การแต่งหน้าไม่ทำให้เกิดสิวเสมอไป เพราะหากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนประกอบของสารก่อสิว หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผิวหน้า ก็จะไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนเกิดสิวได้ นอกจากนี้ ควรล้างเครื่องสำอางให้สะอาดทุกครั้งก่อนเข้านอน และหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าอย่างสม่ำเสมอ
สิ้วเสี้ยน รักษาอย่างไรให้ได้ผล

ในบางกรณี สิวเสี้ยนไม่จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์ เพราะรักษาให้หายเองได้  เช่น เกิดจากเครื่องสำอาง การอุดตันของขน รักษาได้ด้วยการถอนขนอ่อนเหล่านั้นออก หรือใช้ที่ปิดรักษาสิวอุดตันก็ช่วยได้ แต่ทั้งนี้ในระหว่างการรักษาจะต้องดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังบริเวณที่เกิดสิวให้สะอาดมากเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ โดยควรดูแลตัวเองดังนี้

เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตัน
ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ และน้ำเปล่า
งดสูบบุหรี่
ลดการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน หรือผลิตภัณฑ์จากนมลง
ทั้งนี้หากต้องการให้สิวเสี้ยนหายเร็วก็รักษาได้ด้วยยา ยาส่วนใหญ่ที่ใช้มักจะเป็นยาทา ซึ่งต้องทาอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง และอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น ยาทาสิวที่ใช้ได้ผลมักมีส่วนประกอบของ

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ใช้ในการรักษาสิวชนิดที่ไม่รุนแรง และสามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้ แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการระคายเคือง หรืออาจมีอาการแพ้ นอกจากนี้ ยังอาจเปื้อนเสื้อผ้าได้อีกด้วย
กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) เป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะหรือยาอื่น ๆ ในการรักษาได้ แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการบวมแดง ผิวหนังลอก มีอาการคัน หรือแสบร้อนบริเวณที่ใช้ยาได้
กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ซัลเฟอร์ (Sulfur) และรีซอร์ซินอล (Resorcinol) ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิด รวมทั้งอาการสิว การใช้ยานี้ต้องระมัดระวังผลข้างเคียง ได้แก่ ผิวหนังระคายเคืองอย่างรุนแรง ผิวหนังบริเวณที่ใช้ยามีลักษณะแดงมากผิดสังเกต หากสัมผัสจะรู้สึกอุ่น ๆ และถ้าใช้ในปริมาณมากอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดจนเป็นอันตราย
กรดไกลโคลิค (Glycolic Acid) เป็นยาที่ใช้รักษาสิว และฟื้นฟูสภาพผิว หากใช้ติดต่อกันนาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อผิวหนังชั้นลึกได้ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง เนื่องจากยาตัวนี้มีลักษณะเป็นกรด
สารประกอบเรตินอยด์ (Retinoids) เป็นยารักษาสิวที่มักอยู่ในรูปของยาทา หาซื้อได้ง่ายแต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียง เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และเกิดอาการบวมแดง และตุ่มน้ำ
สำหรับผู้ที่เป็นสิวเรื้อรังไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การรักษาสิวเสี้ยน ด้วยเลเซอร์ โดยของเลเซอร์ที่ใช้จะเป็นชนิดลองเพาซ์อเลคซานไดซ์ (Long Pulsed Alexandrite Laser) ที่มีความยาว 755 นาโนเมตร ซึ่งใช้รักษาผิวหน้าโดยเฉพาะ วิธีนี้จะช่วยกำจัดสิวเสี้ยนให้หมดไปได้

วิธีป้องกันสิวเสี้ยน

ในเบื้องต้นนั้น สิวเสี้ยนป้องกันได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ดูแลรักษาความสะอาดใบหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีวิธีอื่น ๆ ได้แก่

ล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้งความมันของใบหน้าเพื่อป้องกันสิว
เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมัน เพื่อป้องกันเครื่องสำอางอุดตันรูขุมขนบนใบหน้า
ล้างเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนเข้านอน
หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสกับใบหน้าโดยไม่ได้ล้างมือ
ใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมที่มีส่วนผสมของน้ำเป็นหลัก (Water-Based) และหลีกเลี่ยงการให้ผมปรกหน้าเพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขนที่มาจากผลิตภัณฑ์แต่งผม
ทั้งนี้ หากยังมีสิวเสี้ยนขึ้นบนใบหน้า หรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดสิวเสี้ยน และรับการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน

สิวเสี้ยนไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลหากรู้จักวิธีรักษาและป้องกันอย่างถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยทิ้งโดยไม่ได้รับการเยียวยาก็อาจทำให้สิวเสี้ยนนั้นกลายเป็นสิวอักเสบ ส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้


///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 สิวหัวช้าง แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาหลายคนกลัวเสียแล้ว สำหรับปัญหาสิวรุนแรงบวมเป่งกลายเป็นตุ่มนูนเม็ดเป้งขึ้นตามใบหน้า บางคนแค่เป็นสิวเม็ดเล็กยังทำเอาเครียดไปทั้งวัน ลองมาเจอแจ็กพอตเป็นสิวหัวช้างนี่มีหวังไม่เป็นอันทำอะไรแน่นอน เพราะสิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่นี้นอกจะทำให้ไม่มั่นใจแล้ว ยังทำเอาปวดระบมไปนานนับอาทิตย์ และสำหรับใครที่ยังกลุ้มใจกับปัญหาสิวแบบนี้อยู่ รวมถึงยังไม่รู้ว่าจะต้องรักษาสิวหัวช้างในเบื้องต้นอย่างไรดี วันนี้กระปุกดอทคอมขอรวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับสิวหัวช้างมาฝากทุกคนกันค่ะ

สิวหัวช้างเกิดจากอะไร ?

          สิวหัวช้าง คือ สิวอักเสบที่เกิดจากการอักเสบอุดตันของไขมันและปฏิกิริยาของแบคทีเรียในเซลล์ผิวหนัง หรือมีสิวหัวดำอุดตันอยู่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดอาการบวมแดงเป็นตุ่มนูน จากนั้นจะค่อย ๆ เป็นสิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิวแตกหรือยุบตัวลงไปในที่สุด โดยไม่สามารถมองเห็นหัวสิวได้ชัด จะมีแต่หนองและเลือดอยู่ด้านใน โดยส่วนใหญ่จะขึ้นในบริเวณจมูก แก้ม ท้ายทอย และตามลำตัว และเมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้เกิดแผลเป็นลึกและทำให้เกิดเป็นฝีได้

สิวหัวช้าง รักษายังไง ? สิวหัวช้าง ทํายังไงหาย ?

          ดังนั้นเมื่อเริ่มเป็นสิวหัวช้างหรือเป็นสิวแต่ยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก ควรรักษาและดูแลผิวหน้าอย่างเร่งด่วน ด้วยการใช้สบู่รักษาสิวหรือเจลล้างหน้าที่มีค่าสมดุลผิวทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดไร้คราบเครื่องสำอาง สิ่งตกค้าง และความมัน จากนั้นจึงใช้ยารักษาสิวในกลุ่มเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก และคลินดามัยซิน เพื่อฆ่าเชื้อสิวและลดไขมันอุดตันสะสมผิวหน้าให้น้อยลง ที่สำคัญควรรับประทานยาแก้อักเสบติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้สิวหัวช้างยุบหรือฝ่อตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า มาสก์บำรุง ทำทรีตเมนต์ผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิวด้วย เพราะจะยิ่งทำให้ผิวอักเสบและระคายเคืองมากไปกว่าเดิม

วิธีรักษาสิวหัวช้างแบบธรรมชาติ

          สำหรับใครที่กำลังหาวิธีรักษาสิวหัวช้างแบบธรรมชาติ ให้นำมะนาวสด 1 ลูกมาบีบเอาแต่น้ำ จากนั้นให้นำสำลีมาชุบแล้วทาที่บริเวณหัวสิว หากทำติดต่อกันทุกวันสิวหัวช้างจะหายได้เร็วขึ้น แต่ถ้าหากใครที่อยากให้สิวหัวช้างหายภายใน 1 วัน ก็ให้ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดที่หัวสิวทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ทำแบบนี้ 1 วัน รับรองสิวหัวช้างจะยุบได้อย่างรวดเร็วทันใจ

          อย่างไรก็ดี หากดูแลรักษาสิวหัวช้างข้างต้นแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น รวมถึงมีการปวดระบมบริเวณสิวหัวช้างแบบผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการรักษาตามความเหมาะสมและไม่ให้อาการสิวลุกลามต่อไปในอนาคต

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

สิวผด

‘สิวผด’ หรือ ‘สิวเทียม’ (Acne Aestivale) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘สิวหิน’ เป็นสิวที่เกิดมาจากเนื้องอกภายในต่อมเหงื่อ (Syringoma) ลักษณะของสิวประเภทนี้จะขึ้นเป็นตุ่มน้ำเม็ดเล็กๆ คล้ายกับผดโดยมักขึ้นบนผิวหน้าบริเวณหน้าผาก ไรผม จมูกหรือคาง

เป็นสิวที่ไม่มีหัวจึงไม่สามารถบีบได้เหมือนสิวหัวขาวทั่วไป เมื่อใดที่เราตากแดดร้อนๆ เป็นเวลานานต่อมเหงื่อจะผลิตตุ่มสิวนี้ขึ้นมาติดกันหลายเม็ด เมื่อเอามือสัมผัสลูบไล้แรงๆ จะรู้สึกแสบคันมากยิ่งขึ้น

ยิ่งเหงื่อออกท่ามกลางแดดจัดจะยิ่งมีอาการคันยุบยิบง่ายมากและยังเป็นผื่นแดงได้ง่ายอีกด้วย การเช็ดถูผิวแรงๆ ก็อาจจะกระตุ้นให้เป็นหนองช้ำขึ้นมาได้ด้วย

สาเหตุของการเกิดสิวผด
– สิวผดเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกว่า P.OVALE เชื้อดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับผิวบริเวณต่อมไขมันบนผิวหน้า เช่น หน้าผาก จมูก คางและในบริเวณทีโซนจนทำให้เกิดเป็นสิวผดขึ้นมา

– เกิดขึ้นจากสภาพอากาศร้อนๆ และการตากแดดจัดจนร่างกายเกิดการขับเหงื่อ หากยิ่งกระทบกับฝุ่นละอองด้วยแล้วจะก่อให้เกิดการอุดตันจนกลายเป็นสิวประเภทอื่นตามมาได้ด้วย

– เกิดจากการแพ้เครื่องสำอางที่คุณใช้หรือจากอุปกรณ์แต่งหน้าที่สกรก ไม่เคยได้ทำความสะอาดดีพอ

– เกิดจากการแพ้ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์แชมพู ครีมนวดผม

– อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ล้างหน้าอุ่นหรือร้อนเกินไปก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวผดและสิวประเภทอื่นได้ด้วยเช่นกัน

– เกิดจากการสครับผิวหรือการขัดผิวรุนแรงและบ่อยเกินไป จนกลายเป็นการรบกวนผิวหน้าทำให้ผิวระคายเคืองตามมา

– เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกเป็นประจำจนทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง สภาพฮอร์โมนภายในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปจึงกระตุ้นให้เกิดสิวตามมามากขึ้น

– กินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารมันๆ ทอดๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากขึ้นจนเสี่ยงต่อการเกิดสิวได้ง่าย

– เกิดจากปลายผมที่สกปรกรวมถึงการปล่อยปลายผมให้ปรกหน้าผากรุงรัง ยิ่งหากไม่ได้สระผมด้วยแล้ว สิ่งสกปรกจากปลายเส้นผมก็จะยิ่งกระตุ้นก่อให้เกิดสิวผดตามมายิ่งขึ้นได้

วิธีดูแลรักษาสิวผดด้วยตัวคุณเองอย่างถูกต้อง

– หลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดร้อนจัดเป็นเวลานาน หากจะต้องออกไปตากแดดแนะนำให้กางร่มหรือสวมหมวก นอกจากนี้

ควรใช้ครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบาหรือเลือกประเภทที่ปราศจากน้ำมันและแอลกอฮอล์ (oil-free/ non comedogenic) เป็นส่วนผสม ครีมกันแดดที่เลือกใช้ควรมีค่า SPF สูงตั้งแต่ 30++ ขึ้นไปจะดีที่สุด

– น้ำที่ใช้ล้างหน้าควรเลือกปรับอุณหภูมิตามปกติ ไม่ควรใช้น้ำอุ่นเด็ดขาด นอกจากนี้ การสครับผิวหรือขัดผิวหน้าก็ควรทำอย่างเบามือเช่นกัน

– หลีกเลี่ยงการใช้มือแกะ บีบ กดสิวเด็ดขาดยิ่งสิวผดไม่มีหัวด้วยแล้วยิ่งไม่ควรพยายามไปกดเปิดหัว ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้สิวอักเสบกลายเป็นหนองบวมช้ำหนักขึ้นได้

– การใช้ผลิตภัณฑ์แชมพูหรือแม้แต่ครีมนวดผม หลังจากสระนวดเสร็จแล้วควรล้างน้ำออกให้สะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่ให้คราบจากผลิตภัณฑ์หลงเหลือบริเวณกรอบหน้า โดยเฉพาะแนวไรผมและหน้าผาก

– แต่งหน้าให้เบาบางลง พยายามใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวตลอดจนเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบจากน้ำมันก็ควรงดใช้ไปก่อน หากเป็นไปได้ควรทาแค่แป้งฝุ่นบางเบาเพื่อให้ผิวหน้าได้พักจากเครื่องสำอางบ้างย่อมดีที่สุด ผิวหน้าอันบอบบางของคุณจะได้ไม่ถูกรบกวนจนเกินไปค่ะ

– อุปกรณ์การแต่งหน้า โดยเฉพาะแปรงแต่งหน้าและฟองน้ำหรือพัฟต์ ควรนำมาล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิทโดยทำเช่นนี้อย่างน้อยทุกสัปดาห์

– ไม่ควรปล่อยให้ปลายผมปรกหน้าผาก โดยเฉพาะสาวที่ไว้ผมหน้าม้า ควรรวบผมขึ้นแล้วติดกิ๊บเหน็บไว้ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้สิวผดกำเริบหนักขึ้น และยังเป็นการได้ปล่อยผิวบริเวณดังกล่าวให้ได้รับอากาศถ่ายเทอย่างผ่อนคลายขึ้นด้วย

– การใช้ยารักษาผดผื่นนั้น ไม่แนะนำให้ซื้อยามาใช้เองตามร้านขายยาทั่วไป เพราะอาจจะทำให้ได้ยากลุ่มที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมซึ่งจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวสูง แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเพื่อรักษาและรับยามาใช้อย่างตรงจุดดีกว่า

– ระหว่างนี้ควรพยายามงดการใช้ครีมหรือตัวยาที่ก่อให้ผิวเกิดความระคายเคืองหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น ยาที่มีส่วนผสมจาก Retinoic Acid, Benzoyel Peroxide AHA และ BHA เป็นต้น

– กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ โดยเน้นกินผักผลไม้ให้มากๆ เพื่อให้วิตามินแร่ธาตุได้เข้าไปบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอพร้อมกัน เพราะน้ำสะอาดจะช่วยขจัดล้างสารพิษออกจากร่างกาย ปัญหาผิวก็จะลดลงได้ และอย่าลืมงดการกินอาหารมันๆ ทอดๆ ไปก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้สิวเห่อหนักยิ่งขึ้น

– ไม่ควรนอนดึกเกินไป ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่มจะดีที่สุดและนอนหลับสนิทให้เพียงพอ ในขณะที่ร่างกายได้หลับพักเต็มที่กระบวนการซ่อมแซมตัวเองจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

– กรณีที่คุณมีสิวเห่อหนักมากเกินไป หากพยายามรักษาทุกวิธีแล้วยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะด้านเพื่อรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

วิธีรักษาสิวผดด้วยการใช้ยา
หากสาวๆ ต้องการใช้ครีมหรือยารักษาสิวผดควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบของตัวยานั้นๆ ให้ดีเสียก่อน เนื่องจากในยาหรือครีมบางชนิดอาจมีตัวยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

ซึ่งมีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้ดื้อยาหรือหากพบว่ามีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมก็อาจส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว ผิวบริเวณดังกล่าวจะยิ่งบอบบาง ง่ายต่อการแพ้ หน้าจะยิ่งแดง สิวเห่อหนักและลุกลามจนกระทั่งรักษาหายยากยิ่งขึ้น

การเลือกใช้ยารักษาสิวผดในสาวผิวมันและผิวธรรมดา
1.ควรเลือกใช้ยาที่มีส่วนผสมจากกรดวิตามิน A (Tretinoin) เพราะมีระดับความเข้มข้นหลายแบบให้เลือกใช้ โดยมีตั้งแต่ประมาณ 0.0125% แบบ 0.025% และคุณยังสามารถเพิ่มตัวยาที่มีระดับมากขึ้นได้อีก 0.05% ทั้งนี้ แล้วแต่สภาพผิวหน้าของคุณว่าใช้ในระดับใดแล้วเหมาะสม

โดยวิธีการใช้นั้นควรทาก่อนเข้านอนค่ะ และยาดังกล่าวอาจจะก่อให้มีอาการระคายเคืองผิวเล็กน้อยอยู่บ้าง สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ผิวจะแห้งและไวต่อแสง

ดังนั้น จึงไม่ควรทาตอนกลางวัน เพราะตัวยาจากครีมจะกระตุ้นให้ผิวเกิดอาการแพ้แดดมากขึ้น

2.ใช้ยารักษาที่มีส่วนผสมจาก Benzoyl Peroxide ซึ่งยาดังกล่าวจะมีระดับความเข้มข้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 2.5% โดยใช้ทาบนผิวหน้าก่อนล้างหน้าให้ทั่วแล้วปล่อยทิ้งไว้ 5-20 นาที

ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง ยาชนิดนี้อาจทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อย ผิวจะแห้งและไวต่อแดดเช่นเดียวกัน

3.กรณีสาวๆ ที่ไม่ได้ใช้ยา Benzoyl Peroxide หรือหากใช้แล้วเกิดอาการแพ้ คุณสามารถใช้ครีมหรือใช้แป้งที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาสิวโดยมีส่วนผสมจาก Resorcinol ทาผิวหน้าแทนก็ได้

การเลือกใช้ยารักษาสิวผดในสาวผิวแห้ง ผิวผสมและผิวแพ้ง่าย
1.ควรเลือกใช้ยาที่มีส่วนผสมจาก Selenium Sulfide โดยนำมาทาหน้าทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก คุณสมบัติของมันจะช่วยละลายหัวสิว ไม่ว่าคุณจะมีสิวอุดตันหรือแม้แต่สิวผดก็ตามซึ่งควรใช้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

2.ใช้ยาที่มีส่วนผสมจาก Ketoconazole Cream โดยทาก่อนนอน หากมีสิวผดขึ้นมากร่วมกับมีอาการคันหรือหากสิวผดนั้นเกิดขึ้นมาจากเชื้อยีสต์ด้วยแล้วล่ะก็ การใช้ยาตัวนี้จะรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าตัวยาชนิดอื่น

3.ใช้ยาที่มีส่วนผสมจาก Zine PCA ยาดังกล่าวเหมาะสมสำหรับสาวๆ ที่มีสิวผดในกรณีที่เกิดจากการแพ้เครื่องสำอาง

นอกเหนือจากนี้ เพื่อการรักษาสิวผดร่วมกับการทายาให้หายรวดเร็วยิ่งขึ้น หากสาวๆ มีสิวผดที่ลุกลามหนักอย่างรุนแรงก็สามารถทานยารักษาสิวไปพร้อมกันด้วยได้

เช่น ยาแก้อักเสบหรือหากมีอาการคันก็ควรทานยา KETOTOP ร่วมด้วย การรักษาสิวผดก็จะได้มาพร้อมผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวผดนั้นอาจไม่จำเป็นถึงขั้นต้องทานยาร่วมด้วยเสมอไปก็ได้นะคะ เพราะการใช้ยารักษาสิวไม่ว่าจะเป็นยาทานหรือยาทาล้วนแล้วแต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุทั้งสิ้น

หากเราดูแลผิวไม่ดีพอก็ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดสิวผดขึ้นได้เรื่อยๆ อีกอยู่แล้ว จึงย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอนหากเราจะอาศัยการใช้ยาเพื่อรักษาที่ปลายเหตุระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น หนทางรับมือและป้องกันสิวผดได้ดีที่สุด ง่ายมาก.. เพียงหมั่นพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดซึ่งเป็นตัวการหลักอันทำให้เกิดสิว

หลีกเลี่ยงความเครียด ทำให้ใจผ่อนคลายเบาสบายและเข้านอนเร็ว นอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์และรักษาความสะอาดใบหน้าทันทีที่กลับมาถึงบ้าน

เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยรักษาสิวผดให้ทุเลาลงในแบบธรรมชาติได้เองแล้ว และยังสามารถป้องกันการลุกลามของสิวผดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย